amlong-cover

หลังจากค่ายอาสาครั้งก่อนที่บ้านกึ๊ดสามสิบ ผมเคยบอกกับตัวเองไว้ว่าอยากกลับมาอาสาอีกครั้ง แต่คราวนี้ในบทบาทที่ลึกขึ้น ค่ายอาสาที่โรงเรียนแม่อมลอง อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 13–16 มิถุนายน จึงเป็นครั้งแรกที่ผมได้ขึ้นมาเป็น สตาฟผู้จัดค่าย ร่วมกับเพื่อนๆ ชั้นปีที่ 2 ไม่ใช่แค่คนที่มาเข้าร่วมอีกต่อไปครับ

กว่าจะมาเป็นโรงเรียนแม่อมลอง

amlong-cover

ย้อนกลับไปช่วงเดือนธันวาคม ปี 2568 ตอนที่พวกเราต้องเลือกโรงเรียนปลายทางของค่าย ทุกฝ่ายจะต้องช่วยกันลิสต์รายชื่อโรงเรียนลงใน Google Sheet ตรงนี้ผมพอช่วยทีมได้อยู่บ้าง โดยไปดึงข้อมูลรายชื่อโรงเรียนทั้งหมดจากเว็บไซต์ สพป เชียงใหม่ เขต 5. มาให้ ทำให้เพื่อนๆ ย่นเวลาหาข้อมูลไปได้เยอะมากครับ ได้ทั้งจำนวนนักเรียน จำนวนอาคาร และสภาพความเป็นอยู่ จากเดิมที่ต้องไล่ส่องกันใน Google Map ทีละจุด

พอได้รายชื่อครบ เราก็นั่งไล่โทรหาเกือบทุกโรงเรียนทีละโรงเรียนเพื่อถามความต้องการ และโรงเรียนแม่อมลองคือโรงเรียนที่เราเห็นตรงกันว่าอยากไปมากที่สุด ทั้งเรื่องสถานที่ สัญญาณเครือข่าย จำนวนนักเรียน และสิ่งปลูกสร้าง จากนั้นฝ่ายโยธาก็เขียนแปลนโครงสร้างอาคารตามที่โรงเรียนขอ แล้วนำเข้าไปปรึกษาอาจารย์ที่ปรึกษาชมรม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชินพัฒน์ บัวชาติ เพื่อประเมินความเหมาะสมของโครงการครับ

วันลงพื้นที่สำรวจ (Survey)

amlong-cover

เช้าวันที่ 20 ธันวาคม 2568 ราว 07:00 พวกเราจองรถตู้ออกเดินทางไปสำรวจโรงเรียน ถึงจุดเปลี่ยนรถด้านล่างราว 10:00 วันนั้นอากาศค่อนข้างอบอุ่น เราได้เจอกับ “ครูเล็ก” เป็นครั้งแรก ครูเป็นคนพาเราขึ้นไปสำรวจโรงเรียน นั่งท้ายกระบะกันไป 10 คน ตลอดทางยังเป็นถนนดินแดงเต็มไปด้วยฝุ่น แต่เริ่มเห็นร่องรอยว่ากำลังจะปูถนนกันแล้ว

11:00 ถึงโรงเรียน ทุกฝ่ายแยกย้ายไปประเมินแต่ละจุดว่าจะปรับปรุงอะไรได้บ้าง โรงเรียนแม่อมลองเป็นโรงเรียนที่อบอุ่นมากครับ ถึงอากาศจะเย็น แต่มีทั้งแปลงเพาะปลูกพืชผักสวนครัว อาคารประชุม และโรงอาหารสำหรับเด็กๆ ครูที่นี่มีไม่ถึง 10 คน อยู่ร่วมกันที่บ้านพักครู เขาเรียกครูที่นี่ว่า “ครูดอย” ทุกคนมีจิตใจที่พร้อมจะช่วยเหลือเด็กๆ จริงๆ

สิ่งที่โรงเรียนขอมาคือ อยากให้สร้างหลังคาให้อาคารเด็กอนุบาล เพราะพอหน้าฝนมา พื้นที่ตรงนั้นจะเปียกและเต็มไปด้วยโคลน เด็กๆ ต้องตากฝนเวลาเดินออกมาที่โรงอาหารครับ

ฝ่ายเกษตร — บทบาทที่ผมเลือกเอง

ในทีมสตาฟ ผมอาสาทำหน้าที่ หัวหน้าฝ่ายเกษตร เพราะช่วงนั้นผมทำโปรเจกต์เกี่ยวกับ Smart Farm อยู่พอดี ผมเคยคิดไว้ว่าจะนำความรู้ Smart Farm เข้าไปบูรณาการกับโรงเรียน แต่ด้วยเวลาที่จำกัดในวันค่ายจริง และกำลังหลักต้องทุ่มไปที่แปลนอาคารเป็นหลัก ผมเลยตัดสินใจพับแผนนั้นไปก่อนครับ ถึงอย่างนั้นก็ยังเดินหน้าทำกิจกรรมฝ่ายเกษตรอื่นๆ ที่เหมาะสมต่อไป

การเป็นหัวหน้าฝ่ายเกษตรค่อนข้างท้าทายสำหรับคนที่ไม่ได้เรียนสายเกษตรโดยตรงอย่างผม เพราะต้องส่งทั้งแผนการดำเนินงานตลอดวันค่าย และเขียนงบประมาณให้สอดคล้องกับสิ่งที่ทำได้จริง รวมถึงต้องศึกษาเรื่องพันธุ์พืชที่จะนำไปปลูกและการทำแปลงเกษตร ผมเลยใช้เวลาก่อนค่ายไปกับการหาความรู้เรื่องนี้พอสมควรเลยครับ

ออกเดินทางสู่ฮอด

ลูกค่ายต้องนั่งรถหกล้อของ มช. และรถที่เราติดต่อมาเสริม รวมแล้วเกือบ 4 ชั่วโมง ระยะทางราว 160 กิโลเมตร มาถึงจุดเปลี่ยนรถด้านล่างโรงเรียนแล้วต่อรถกระบะของคนในหมู่บ้าน ย้ายสัมภาระทุกอย่างขึ้นไป

ส่วนทีมสตาฟออกก่อนตั้งแต่วันที่ 11 รถออกประมาณ 10:00 วันนั้นฝนตกปรอยๆ เป็นช่วงๆ ระหว่างทางได้เห็นสวนสนที่มีหมอกปกคลุมสวยมาก พอถึงจุดเปลี่ยนรถ เพราะรถหกล้อขึ้นไปบนโรงเรียนไม่ได้ เราต้องย้ายของลงรถกระบะ กว่าจะเสร็จก็บ่ายสองโมง ทางขึ้นโรงเรียนอีกประมาณ 8 กิโลเมตรเป็นทางดินแดงและลาดหิน มีคอนกรีตแค่บางช่วง บวกกับฝนที่ตกหนัก เรานั่งหลังรถกันไป เป็นอะไรที่ทรหดแต่สนุกอย่างบอกไม่ถูกครับ

วันแรก — ดำนาแบบไม่ทันตั้งตัว

ปัญหาแรกที่ผมเจอกลับไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นโอกาส คือแผนฝ่ายเกษตรที่เตรียมไปนั้นทำเสร็จได้เร็วมาก จนวันที่เหลือลูกค่ายฝ่ายผมแทบไม่มีอะไรให้ทำ บังเอิญครูเล็กเอ่ยขึ้นมาว่าวันที่ 13 จะมีการดำนาพอดี อยากให้ลูกค่ายช่วยไหม? ผมเลยรีบคุยรายละเอียดกับครูและวางแผนใหม่ให้ดีขึ้นทันที

13:00 ของวันแรก ฝ่ายเกษตร — ซึ่งก็คือผม — พาลูกค่ายไปฝึกดำนากับครูเล็ก เพราะงานนี้มาแบบไม่ทันตั้งตัว ผมเลยถือโอกาสเรียนรู้การดำนาไปพร้อมกับลูกค่ายเลยครับ 555 แต่เป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้บ่อยๆ สนุกมากครับ

amlong-rice

พอกลับมาจากนา ปรากฏว่าลูกค่ายฝ่ายผมโดนปลิงกัดสองคน ผมตกใจอยู่พักหนึ่ง แล้วรีบวิ่งไปแจ้งฝ่ายพยาบาลให้มาดูทันที โชคดีที่ทุกคนไม่เป็นอะไรมากครับ T-T

และหน้าที่ของฝ่ายเกษตรที่ขาดไม่ได้คือ รอบกองไฟ แต่!!! ฝนตกไม่หยุดเลย คืนแรกผมเลยต้องทำกองไฟเทียมและให้ลูกค่ายทำกิจกรรมในอาคารไปก่อน ในใจก็คิดตลอดว่าจะแก้ปัญหานี้ยังไงดี ได้แต่เก็บไว้คิดเงียบๆ คืนนั้นสตาฟทุกคนประชุมและฟีดแบ็กกันแต่ละฝ่ายตั้งแต่ 22:00 กว่าจะได้นอนจริงๆ ก็เกือบตีหนึ่งครับ

วันที่สอง — ความรู้ที่เตรียมมาได้ใช้สักที

amlong-rice

เช้าวันต่อมา ผมให้ลูกค่ายไปตัดไผ่และหาไม้มาเก็บไว้ให้ฝ่ายอื่นที่ต้องใช้ ส่วนช่วงบ่าย ความรู้เรื่องเกษตรที่ผมไปศึกษามาก็ได้ใช้สักที ผมพาลูกค่ายไปปลูกดอกไม้หน้าอาคารประชุม โดยคัดเฉพาะพันธุ์ที่โตได้ในฤดูฝน ไม่ว่าจะเป็นคุณนายตื่นสาย พุดศุภโชค บานชื่น ฯลฯ หวังว่าดอกไม้เหล่านี้จะไม่เหี่ยวไปซะก่อนนะครับ :)

amlong-rice

ช่วงค่ำ ฝนก็ยังไม่หยุดตก เราจึงต้องย้ายกิจกรรมเข้าอาคารเหมือนเดิม ได้แต่หวังว่าคืนสุดท้ายฝนจะหยุด เพื่อจะได้ก่อกองไฟกันสักที

amlong-rice

วันสุดท้าย — เด็กดอย แปลงผักขั้นบันได และกองไฟที่เกือบไม่ติด

amlong-rice

เช้าวันสุดท้ายเป็นวันจันทร์ ผมได้เห็นเด็กๆ ยืนตรงเคารพธงชาติ มันทำให้ผมรู้สึกเหมือนกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง สิ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจคือ เด็กที่นี่ถูกอบรมสั่งสอนมาดีมาก ทุกคนที่เดินผ่านผมจะยกมือไหว้ตลอด ยืนตรงเคารพธงชาติอย่างหนักแน่น มีพหุวัฒนธรรมที่ชัดเจน มีบทสวดของทุกศาสนา

กิจกรรมเล็กๆ ที่ทางชมรมเตรียมไปคือการแจกนมกล่องจากพี่ๆ และการแนะแนวให้น้องๆ ได้ลองมีความฝัน ก่อนหน้านี้ครูเคยบอกว่าเด็กที่นี่แทบไม่มีความฝันอะไรเลย ได้แต่ใช้ชีวิตปลูกพืชผักไปวันๆ พี่ๆ ทุกคนเลยหวังว่าเด็กน้อยในวันนี้จะเติบโตขึ้นเป็นกำลังที่ช่วยขับเคลื่อนอนาคตของประเทศต่อไปครับ

มาถึงงานฝ่ายเกษตร ตอนนั้นงานเสร็จหมดแล้วและไม่เหลืออะไรให้ทำ ผมเลยไปปรึกษาครูเล็กอีกครั้ง และได้โจทย์ใหม่มา ครูอยากให้เราทำแปลงผักใหม่ให้นักเรียนได้ปลูกผัก ผมไม่รอช้า รีบไปเบิกอุปกรณ์จากฝ่ายพัสดุ บริเวณที่จะทำค่อนข้างชัน เลยออกมาเป็นแปลงแบบขั้นบันได

amlong-rice

ระหว่างนั้นมีลูกค่ายคนหนึ่งเดินมาบอกผมว่าอยากทำงานฝ่ายเกษตรมาก ขอกรอกชื่อย้ายมาอยู่ฝ่ายเกษตรด้วย ผมดีใจและซึ้งใจมากครับ เพราะตลอดค่ายผมทำหน้าที่หัวหน้าฝ่ายเกษตรอยู่คนเดียว เป็นอะไรที่ผมไม่ค่อยมั่นใจเลย ผมมักกดดันตัวเองเวลาต้องตัดสินใจอะไรคนเดียว และกังวลตลอดว่ามันจะออกมาไม่ดี ขอบคุณลูกค่ายคนนั้นมากจริงๆ ครับ

แล้วก็มาถึงค่ำคืนสุดท้าย — กิจกรรมรอบกองไฟ ที่ทุกคนรู้ว่าค่ายของเราขาดมันไปไม่ได้จริงๆ เพราะมีทั้งการแสดงและพิธีเทียนที่สืบต่อกันมาหลายปี ในฐานะคนที่ต้องดูแลเรื่องนี้ ผมกดดันมากว่ามันจะเกิดขึ้นไม่ได้ แต่เย็นวันนั้นทุกคนช่วยกันเต็มที่ ทั้งกางผ้าใบ ทั้งลูกค่ายฝ่ายเกษตรที่ช่วยกันหาฟืนมาก่อกองไฟ

amlong-fire

พอถึงช่วงจุดไฟ ปรากฏว่า… จุดไม่ติด!! ผมหน้าซีดเลยครับ อุตส่าห์ราดน้ำมันไปเยอะมากแล้ว แต่กองไฟชื้นเกินไป ต้องขอบคุณพี่ๆ ผู้เยี่ยมค่ายที่กระโดดเข้ามาช่วยกันทั้งจุดเชื้อถ่านมาสุมไฟ ทั้งเทน้ำมันเพิ่ม ถ้าไม่มีพี่ๆ เหล่านี้ กองไฟคืนนั้นคงไม่มีแสงสว่าง และคงเป็นคืนที่เงียบที่สุดแน่ๆ ครับ

สุดท้ายทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี กองไฟก็ติด พิธีทุกอย่างเสร็จสมบูรณ์ ทุกคนกินเลี้ยง เฮฮา เล่นกีตาร์ร้องเพลงด้วยกัน ทุกอย่างจบลงอย่างสวยงามครับ

สิ่งที่ได้กลับมามากกว่าตัวงาน

กิจกรรมหลักของค่ายนี้จริงๆ แล้วคือ “การได้มาอาสา” ให้ทุกคนได้สัมผัสความรู้สึกของการช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นการสร้างหลังคาให้เด็กอนุบาล สร้างอ่างแปรงฟัน หรือทำแปลงปลูกผัก สิ่งที่ผมประทับใจคือเด็กนักเรียนที่นี่ก็มีจิตอาสาเต็มเปี่ยมเช่นกัน น้องๆ พร้อมช่วยเหลือตลอด ทั้งช่วยเทปูน (อันตรายนิดหน่อย แต่อยู่ในสายตาผู้ใหญ่) หรือซักถุงมือที่เปื้อนดิน เด็กๆ ถูกอบรมมาอย่างดีจริงๆ ครับ

ความรับผิดชอบที่หนักที่สุดสำหรับผมในฐานะผู้ร่วมจัดค่าย คือการพาลูกค่ายทุกคนที่มีสภาพร่างกายและจิตใจไม่เหมือนกันมาทำงานร่วมกันท่ามกลางแดดและฝน และทำอย่างไรให้ทุกคนรู้สึกถึงการเป็นผู้อาสาไปช่วยเหลือผู้อื่นจริงๆ การจะมอบหมายงานให้ใครจึงเป็นเรื่องที่ต้องคิดให้ถี่ถ้วน เมื่อแผนไม่เป็นไปตามคาด อย่างฝนที่ตกทั้งวันจนฝ่ายโยธาเชื่อมเหล็กไม่ได้ ฝ่ายรีโนเวทเทปูนไม่ได้ หรือฝ่ายเกษตรที่ต้องลุ้นเรื่องกองไฟ เราจึงต้องประชุมกันหลังกิจกรรมเกือบทุกคืนเพื่อวางแผนรับมือของวันถัดไปครับ

ตรงๆ เลยคือ ผมคิดว่าตัวเองยังเป็นผู้นำที่ดีพอไม่ได้ หลายครั้งผมเกรงใจจนไม่กล้าสั่งงานลูกค่าย ทำให้งานออกมาสับสนอยู่บ้าง แต่ผมก็ได้เรียนรู้ว่า ผู้นำที่ดีต้องหนักแน่น แต่ยังคงเห็นอกเห็นใจเพื่อนร่วมงานและลูกทีม กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง และเข้มแข็งพอ งานถึงจะออกมาสมบูรณ์ และอีกอย่างที่ผมได้คิดคือ จิตอาสาที่แท้จริงไม่ได้มีแค่ตอนช่วยเหลือคนอื่น แต่ต้องมีให้กับเพื่อนร่วมทีมที่ทำงานข้างๆ เราด้วย หลายคนมักลืมข้อนี้ไป

ค่ายนี้เปลี่ยนมุมมองการทำงานเป็นทีมของผมไปเลยครับ ทำให้ผมเห็นอกเห็นใจเพื่อนร่วมทีมมากขึ้น ไม่ใช่แค่หวังให้งานฝ่ายตัวเองสำเร็จอยู่ฝ่ายเดียว ซึ่งเป็นทักษะที่ผมตั้งใจจะนำไปปรับใช้กับการทำงานในสายอาชีพต่อไป และถ้ามีโอกาสได้กลับมาจัดค่ายอีกครั้ง ผมจะนำทุกประสบการณ์ที่ได้ไตร่ตรองในครั้งนี้ไปทำให้ดีขึ้นกว่าเดิมครับ

ค่ายแม่อมลองสอนผมว่า การอาสาที่แท้จริงไม่ได้วัดกันที่งานเสร็จไหม แต่วัดกันที่เราดูแลคนข้างๆ ระหว่างทางได้ดีแค่ไหน — และบางครั้งกองไฟที่จุดไม่ติด ก็สอนเรื่องการทำงานเป็นทีมได้มากกว่ากองไฟที่ลุกสว่างตั้งแต่แรกครับ

amlong-rice ค่ายอมลอง 1 ค่ายอมลอง 2 ค่ายอมลอง 4 ค่ายอมลอง 5